เล่าเรื่องธรรมะ 2 (ธรรมะรักษา(จิต)ใจ)

โดย  ช่อ…ดอกบัว

การศึกษาพระธรรมใช่ว่าจะได้แต่ธรรมะ ธรรมะยังช่วยรักษาใจของเราให้เข้มแข็งเพื่อต่อสู่กับอุปสรรคต่างๆ  ถ้าเรารู้จักนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ธรรมหรือธรรมะ  คือ สภาพที่ทรงไว้เป็นธรรมดา  หรือธรรมชาติ  หรือสิ่งที่เกิดมาเป็นธรรมดาของสัตว์โลกที่ต้องมีเกิด  มีดับเป็นธรรมดา  ทุกรูปนาม(ขันธ์ห้า)ไม่มีเว้น  สิ่งที่จะติดตามตัวไปได้ คือ ความดี  ความดีที่เกิดขึ้นและทรงอยู่ในจิต(บุญ) จิตที่มีอำนาจแห่งพลังนำพาความดีงามที่สะสม ไปพร้อมแสงสว่างนำทางที่เรืองรองส่องอำไพในที่จิตจะเดินทางไปสถิตเพื่อเสวยบุญที่ตนได้สะสมไว้ และจิตที่มีพลังมากจะผลักดันกิเลส(ความไม่ดี ความชั่ว) ที่จะเกาะจิตให้หลงผิดได้ทุกขณะจิตนั้น ให้ไกลตัวออกไปไม่ให้มีพลังเหนือจิตได้ ซึ่งเมื่อจิตรับรู้วาระปัจจุบันกิเลสก็ไม่สามารถเข้ามาสั่งการใดๆ  ที่เป็นเครื่องผูกมัดให้จิตไม่สงบ  หรือให้จิตต้องมีการปรุงแต่งขึ้น   ทั้งนี้เพื่อไม่ให้จิตมีการรับรู้    ไม่มีการสั่งการหรือบังคับบัญชาให้ทำการใดๆ   ที่อาจทำให้เป็นเหตุของบ่อเกิดแห่งอบายภูมิทุกเวลาทุกขณะจิตที่ตื่น(ปัจจุบัน)  จิตไม่หลงไปกับอารมณ์แห่งความสุข  อารมณ์แห่งความทุกข์  แต่จิตที่เป็นปัจจุบันในสภาวะที่สงบหรือฟุ้งซ่านจิตจะเก็บทุกสิ่งทุกอย่างมาคิดมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์ให้สุขหรือเศร้าหมอง(ทุกข์)ได้เช่นกัน

จิต(ใจ)คิดดี(บวก) เป็นตัวนำพาชีวิตให้สูงขึ้น ประกอบด้วย  3 ประการ คือ

1. รับรู้ จิต(ใจ)จะเป็นตัวรับรู้ ในสิ่งที่เกิดขึ้นทุกขณะตื่นแล้วจัดเก็บทุกสิ่งมาปรุงแต่งเป็นอารมณ์สิ่งที่เก็บ(บันทึก)มาเป็นสิ่งดีก็จะปรุงแต่งเป็นอารมณ์ที่ดี(สุข) แต่ถ้าเก็บ(บันทึก)สิ่งที่ไม่ดีก็จะปรุงแต่งเป็นอารมณ์ที่ไม่ดี(โลภะโทสะ โมหะ)

2. ปรุงแต่ง ร่างกายซึ่งขณะที่จิตรับสิ่งต่างๆ มาปรุงแต่ง แล้วปั้นเป็นอารมณ์ จิต(ใจ)จะส่งถึงกายโดยจะบังคับไปที่ความคิดให้คิดดี หรือบังคับให้คิดในทางที่ไม่ดีได้ทั้งสิ้น เหล่านี้เป็นต้นเหตุแห่งกิเลสก่อให้เกิดเป็นโลภะโทสะโมหะที่ปรุงแต่งให้จิตเศร้าหมองหมดพลังที่จะควบคุมได้ ความที่เป็นตัวกูของกู(อัตตา)ก็จะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้นๆ โดยจะยึดติดกับสิ่งที่ไม่ใช่ของแท้ มีแต่ของเทียมหรือของปลอมที่หลอกล่อให้เราหลงผิด เพื่อตัดรอนความดี(บุญ)ที่เราได้สะสมไว้ทุกภพทุกชาติให้พร่องหายไปไม่มีความเจริญเป็นที่ตั้ง และไม่มีนิพพานเป็นที่สุดท้ายให้สถิตอยู่

3. สั่งการ จิต(ใจ)เก็บสะสมความดีความไม่ดีทุกเรื่อง ที่ผ่านการปรุงแต่ง จิตเป็นผู้สั่งการให้จัดเก็บทุกวัน ทุกเวลาจนกว่าจะดับขันธ์ไป  เมื่อดับขันธ์แล้วก็มีแต่จิตที่ผูกมัดความดีและความไม่ดี-ความชั่วที่สั่งสมไว้ตอนมีชีวิตโดยมีจุดหมายปลายทางของจิตที่จะไปอยู่ และระลึกในช่วงเวลานั้นได้ว่า จิตจะไปทางบวก(คิดดี-บุญ-สวรรค์) หรือทางลบ(คิดไม่ดี-บาป-อบายภูมิ)

การเจริญสติโดยปฏิบัติตามแนวสติปัฎฐานสี่ เป็นแนวทางปฏิบัติธรรมสายหนึ่งในหลายๆ ทางที่สามารถเลือกปฏิบัติ เพื่อกำหนดใช้เป็นแนวปฏิบัติธรรมได้เช่นกัน     เราปฏิบัติธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   เป็นเครื่องนำทาง ส่องทาง ส่องจิตให้เห็นแสงสว่างก่อเกิดเป็นปัญญาให้เกิดแก่ใจเราเป็นทางสายเอกให้เราเลือกปฏิบัติ ธรรมหรือธรรมะใช้เป็นหลักแห่งการพ้นทุกข์ เพื่อหลีกหนีความชั่ว-บาป เป็นหลักการปฏิบัติแห่งสาธุชนที่นับถือพุทธศาสนา เป็นของแท้ของจริง เป็นเหตุเป็นผล  ยั่งยืน  ถูกต้อง  สัมผัสได้ด้วยตนเอง  ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า  เป็นดั่งวาจาจากพระโอษฐ์โดยแท้ที่หาข้อพิสูจน์ได้ และไม่มีศาสนาใดในโลกนี้ที่ชี้ทางพ้นทุกข์อย่างถาวรอีกแล้ว (หนทางพ้นทุกข์ยังอีกยาวไกลนัก แต่เราสามารถนำมาใช้ในปัจจุบันได้ โดยใช้เป็นเครื่องดับเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่ละเรื่องที่ผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้โดยการ กำหนด ซึ่งเป็นรูปแบบและที่มาของการเจริญสติปัฎฐานสี่) ใจหรือจิตเป็นตัวเดียวกันอยู่เหนือความคิดต่างๆ  คิด พูด ทำ เกิดจากจิต  จิตสั่งการทุกอย่าง และความไม่รู้คือ อวิชชา อย่าให้ความไม่รู้อยู่เหนือจิตเรา มองให้เห็น  มองให้เป็น  มองให้ออก  และเลือกที่จะปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้องไม่เบียดเบียนใครไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน(ศีลห้า)เท่านี้ ธรรมะก็รักษา(จิต)ใจของเราทุกคน

ธรรมะในอีกแง่มุมหนึ่งเป็นโอสถหล่อเลี้ยงจิตหรือใจให้งอกงาม  ยามมีสุข ยามมีทุกข์   ขอเพียงเราเข้าใจอย่าไปยึดติดกับสุขกับทุกข์ เพราะนั้นคือ กามตัณหา(กิเลส) ความอยากในโลกธรรมแปด(ธรรมประจำโลก มี 8 อย่าง คือ  1.มีลาภ 2.เสื่อมลาภ 3.ได้ยศ 4.เสื่อมยศ 5.นินทา 6.สรรเสริญ 7.สุข 8.ทุกข์) ที่วนเวียนอยู่รอบตัวเรา และก็จากไป ไม่มีอะไรที่เป็นแก่นสาร และยั่งยืนหาสาระไม่ได้ บุญ-บาปเท่านั้นที่ยั่งยืนและผูกติดไปกับจิต(ใจ) เช่นเดียวกันยามเจ็บป่วยร่างกายแสดงออกตามธรรมชาติ หาหมอหายารักษาตามอาการก็หายได้   แต่ถ้าจิต(ใจ)ป่วยจะรักษาอย่างไร รักษาตรงไหน ใครเป็นผู้รักษา  เราเท่านั้นที่ต้องเป็นผู้รักษา และจะรักษาแบบไหนรักษาหมอปัจจุบัน ก็จ่ายยาและเป็นกำลังใจ   เดี๋ยวก็กลับมาป่วยอีก  ดังนั้นถ้าเราใช้ธรรมะโอสถเป็นยาขนาดเอกแทนยาปัจจุบันจะช่วยได้หรือไม่  ช่วยได้ดั่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้เสมอว่า “ธรรมะคือยาวิเศษ” ยาขนานนี้มีเฉพาะผู้ที่เข้าถึงธรรมะของพระพุทธะเท่านั้นที่จะสัมผัสได้

การกำหนดให้จิต(ใจ)ของเราให้รับรู้ปัจจุบันของกาย  เพื่อใช้รักษากาย(รูป) ให้เป็นปกติสุข โดยมีความสุขตามสิ่งที่พึงเป็น  พึงมี  และพึงได้ ไม่หลงไปกับกามตัณหา(กิเลส)ต่างๆ ทั้งนี้เราต้องอาศัยบุญเดิมในกาลก่อน(อดีตชาติ)เป็นพื้นฐานในการรักษาจิต(ใจ)และกายด้วย ถ้าอดีตชาติสะสม และส่งมาไม่พอในชาติปัจจุบันหรือปฏิบัติตัวไม่ตรงตามเงื่อนไขในการเข้าถึง เราก็ต้องเร่งสะสมต่อให้มากขึ้นๆ        เพื่อให้ตรงตามเงื่อนไขและใช้บุญใหม่นั้นช่วยแก้ไขและขอยกโทษ(อโหสิกรรม)ให้เรา  เพื่อให้กรรมเก่า และกรรมใหม่เบาลง

วิธีเข้าสู่ธรรมะโอสถ  ใช้ตัวเราเป็นผู้เจริญสติ(สติปัฎฐานสี่)  เพื่อให้สติ(จิต)มีความเข้มแข็งที่เรียกว่า พลังสติ ที่เกิดจากการเจริญสมาธิ(สมถกัมมัฏฐาน)โดยใช้อุบายของผู้รู้ผู้เจริญผู้เข้าถึงนำมาสอนเราโดยครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่ได้ปฏิบัติต่อๆกันมาที่เป็นเนื้อนาบุญแท้ๆที่เฝ้าเพียรพยายามหากลอุบายที่แยบยลในการฝึกปฏิบัติและสั่งสอนต่อๆ กันมาให้รู้เท่าทันจิต(ใจ)  โดยประพฤติปฏิบัติเฝ้าดูจิต ไม่ให้ไปไหนให้อยู่กับเราไม่ให้ออกไปไกล ให้มีสติรับรู้ทุกขณะปัจจุบันให้เป็นสมาธิ   ไม่ให้จิตโลดโผนโจนทะยานไปไหนต่อไหน โดยไม่มีแก่นสาร และไม่มีสาระใดๆ  ไม่ให้จิตไปผูกมัดโลกธรรมแปด ไม่เสพกามต่างๆ ที่จะบดบังและบั่นทอนความเพียรของเราที่ทำให้จิตตกหรือหลงผิดได้ เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้แล้วอบายภูมิไม่ใช่จุดหมายของเราอีกต่อไปตราบเท่าที่เราเพียรปฏิบัติชอบด้วยการเจริญสติปัฎฐานสี่(วิปัสสนากัมมัฏฐาน) มีนิพพานเป็นจุดหมายปลายทางที่ไป

ดังนั้นการเจริญสติปัฎฐานสี่สามารถใช้เป็นหนทางในการปฏิบัติ เพื่อให้พ้นทุกข์(อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต) และใช้เป็นธรรมะรักษา(จิต)ใจ ให้ความมีสุขใจ(จิต)ที่ชอบด้วยสัมมาทิฐิได้ขออนุโมทนาแก่ผู้เจริญ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ผู้คิดดี คิดชอบ และผู้ที่กำลังจะเจริญสติทั้งหลาย ผลบุญที่เกิดจากบทความที่เขียนนี้และที่เกิดจากผู้อ่านที่เห็นธรรมจงก่อเป็นบุญกุศลส่งถึงมารดา บิดา ครูอาจารย์ และผู้อ่านทุกคนด้วยเทอญ…

**เผยแพร่เมื่อ 18 พ.ย. 2553**

Tags:

Category: ธรรมะ

Comments are closed.

Website counter