เล่าเรื่องธรรมะ 14 (เหตุแห่งกรรม)

โดย   ช่อ…ดอกบัว

กรรม คือการกระทำหรืออาจหมายถึง การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา คือ ทำด้วยความจงใจหรือจงใจทำดีหรือจงใจทำชั่ว  การกระทำดีเราเรียกว่า “กรรมดี”    การกระทำชั่วเราเรียกว่า “กรรมชั่ว”

ฉะนั้นกรรมหมายถึงความดีและความไม่ดีด้วย  เพราะกรรมคือการกระทำ  ส่วนผลของกรรมนั้นมีทั้งกรรมหนักและกรรมเบา  กรรมจะส่งผลหนักหรือจะส่งผลเบาอยู่ที่ว่า  เจตนาทำ(ตั้งใจหรือจงใจทำ)หรือ ไม่มีเจตนาทำ(ไม่ตั้งใจทำ)   ถ้าหากเราตั้งใจทำความดีผลของความดีก็จะส่งผลมาก   ตรงกันข้ามถ้าหากเราไม่ได้ตั้งใจที่จะทำความดี   ผลของความดีก็จะส่งผลน้อยหรือไม่ส่งผลเลย   ถ้าเราตั้งใจหรือมีเจตนาที่จะประกอบกรรมชั่วหรือทำความชั่ว   ผลของการกระทำความชั่วของเราก็จะส่งผลให้เรามาก   แต่ถ้าหากเราไม่มีเจตนาหรือไม่มีความตั้งใจที่จะทำความไม่ดีหรือความชั่ว   เราก็จะได้รับผลของความชั่วหรือความไม่ดีน้อยเช่นกัน   ไม่ว่าจะเป็นการกระทำความดี (บุญกุศล)หรือการกระทำความไม่ดี(บาปอกุศล)มาจากการกระทำของเราเป็นเหตุแห่งกรรมได้ 3 ทางคือ

1.  ทางกาย   หมายถึง  การใช้ร่างกายทำกรรมหรือประกอบกรรมคือลงมือทำนั่นเอง

2.  ทางวาจา  หมายถึง  การใช้วาจา คำพูด ทำกรรมหรือประกอบกรรม

3.  ทางใจ    หมายถึง  เกิดจากความนึกคิดหรือการใช้ความนึกคิดทำกรรมหรือประกอบกรรม

จุดเริ่มของกรรมนั้นอยู่ที่ตัวเรามีที่มาจากความไม่สบายใจคือมีเหตุทำให้เป็นทุกข์เป็นที่มาแห่งเหตุของการประกอบกรรมหรือการทำกรรม โดยเริ่มจากความนึกคิดของเราก่อน  พอคิดบ่อยๆ  คิดนานเข้าไม่มีทางออกก็ส่งผลจากความนึกคิดไปที่วาจา(คำพูด)ทำให้เกิดเป็นกรรมหรือประกอบกรรมขึ้น  เมื่อได้พูดบ่อยๆ เข้าและมากขึ้นจนครองสติไม่อยู่ความคิดนั้นก็ส่งไปที่กายหรือร่างกายของเราเพื่อให้ทำกรรมหรือลงมือทำกรรม ซึ่งการกระทำทางกายและทางวาจาเป็นเหตุแห่งกรรมขึ้นคือทำให้เกิดเป็น เจ้ากรรมนายเวร    ส่วนการประกอบกรรมที่เกิดจากความนึกคิดของเรานั้นไม่มีเจ้ากรรมนายเวรแต่จะเป็นเหตุแห่งกรรมที่ทำให้เกิดวิบากกรรม  ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมต้องทำความเข้าใจที่มาของเหตุแห่งกรรมด้วย

กรรมที่มีเจ้ากรรมนายเวรนั้น  เราสามารถแก้ไขได้   ถ้าหากบุคคลคนนั้นมีอภิญญาหรืออภิญญาณซึ่งหมายถึงผู้มีความรู้ตรงที่เกิดจากการเจริญสมาธิ(สมถกัมมัฏฐาน)มีสติแนวแน่เด็ดเดี่ยวก้าวข้ามปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน  และจตุตถฌาน  เป็นเหตุให้เกิดเป็นผลจากการปฏิบัติตามมาก็คือ มีความรู้วิเศษ  และความรู้วิเศษที่เกิดขึ้นจากการฝึกปฏิบัติอย่างยิ่งยวดและยาวนานก็จะก่อเกิดเป็นความรู้ในขั้นสูง ซึ่งมีด้วยกัน  6  อย่าง  ที่จะเกิดกับผู้ปฏิบัติธรรมคนนั้นๆ คือรู้ได้ด้วยตนเอง อยู่ที่บุญกุศลที่สะสมมาในแต่ละชาติภพเป็นองค์ประกอบด้วย ความรู้วิเศษ มีได้เกิดขึ้นจริงเป็นจริงดังนี้ คือ   1. อิทธิวิธี คือแสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้   2. ทิพพโสต คือ หูทิพย์  3. เจโตปริยญาณ  คือ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้   4. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ การระลึกชาติได้  5. ทิพพจักขุ  คือ ตาทิพย์   และ   6. อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป     ความรู้วิเศษใน 5  ข้อนั้นเป็นโลกียอภิญญา(สมถกัมมัฏฐาน) ข้อสุดท้ายเป็นโลกุตตรอภิญญา(วิปัสสนากัมมัฏฐาน) แต่สำหรับกรรมที่ไม่รุนแรงผู้ปฏิบัติธรรมก็สามารถอโหสิกรรมได้หลังจากการปฏิบัติเจริญสมาธิตั้งแต่เริ่มเข้าในฌานที่ 1 ก็มีบุญที่จะใช้คืนเจ้ากรรมนายเวรได้บ้างแล้ว แต่ต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

การเป็นผู้มีศีลที่บริสุทธิ์และมีธรรม เราจะใช้ผลของความดี(บุญ)เป็นเครื่องมือในการเจรจากับเจ้ากรรมนายเวร   ไม่เช่นนั้นเจ้ากรรมนายเวรเขาจะไม่ยอมและไม่เชื่อฟังเรา   ถ้าหากเจ้ากรรมนายเวรของใครที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องแก้เอง  โดยทั้งคู่อโหสิกรรมให้ซึ่งกันและกัน   เพื่อผลของกรรมจะไม่ต่อเนื่องและก็ไม่ข้ามภพข้ามชาติต่อไปอีก  แต่ทางที่ดีแล้วในเมื่อเราเรียนรู้เหตุที่มาของกรรมแล้ว เราก็อย่าไปก่อเหตุอีกเลยจะดีกว่า โดยระลึกเสมอทุกขณะอย่างมีสติ  หรือถ้าเราได้ขออโหสิกรรมกับเขาแล้วแต่เขาไม่ยอม  ซึ่งเราไม่คิดติดใจอะไรแล้ว   แต่เขายังไม่ยอมอโหสิกรรมและคิดผูกโกรธอาฆาตพยาบาทอยู่ฝ่ายเดียว  มันก็จะกลายเป็นมโนกรรมของเขาและจะเป็นวิบากกรรม ติดตัวเขาต่อไปถ้าหากเขาไม่หยุดนึกคิดนั้นเสีย

กรรมทางกายและทางวาจาเมื่อกระทำไปแล้วนั้นมีคนรู้เทวดาเห็น   ส่วนกรรมทางใจทางความรู้สึกนึกคิดของเรานั้นไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น   นอกจากตัวของเราเองเท่านั้น  ใครจะคิดดีหรือคิดไม่ดีมันก็จะเก็บเอาไว้ในจิต(ใจ)ของเราตลอดไป  เมื่อได้สะสมกันไปดีบ้างไม่ดีบ้าง เป็นบุญบ้างเป็นบาปบ้าง แล้วแต่จะสะสมอะไรมากกว่ากัน ก็ส่งผลอันที่มีมากกว่าก่อนและก็จะทำให้อย่างอื่นที่อยู่รอบข้างที่คอยรอจังหวะที่จะซ้ำเติมเรา สิ่งนั้นเราเรียกว่า “วิบากกรรม”    วิบากกรรมนี้แก้ไม่ได้  เป็นกรรมที่ทำให้เราต้องมาเวียนเกิดเวียนตายกันไม่รู้จบและส่งผลให้เราทั้งทุกข์และสุขคละกันอยู่ในทุกวันนี้

ที่กล่าวมานี้ จึงเป็นเหตุผลให้เราต้องหันมาปฏิบัติธรรมเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า และเพื่อฝึกปฏิบัติตัวเราเองให้มีสติ  เพื่อยกระดับของจิตให้สูงขึ้นไม่ให้ตกต่ำ โดยมีศีลห้าเป็นพื้นฐานให้เรารู้จักข่มจิตเพื่อพยายามไม่ให้กิเกสเข้ามาเกาะจิตของเราได้ จากนั้นก็มุ่งฝึกพัฒนาจิตให้เกิดความสงบจนเกิดเป็นสมาธิจิต  เพื่อให้ตัวปัญญาเกิดขึ้น ตัวปัญญาที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้เราสามารถฝึกต่อไปสู่วิปัสสนากัมมัฏฐาน มุ่งสู่การหลุดพ้นทุกอย่างจบทันที และเมื่อนั้นกรรมใดที่ทำไว้ที่ยังไม่ส่งผลหรือวิบากกรรมใดที่ไม่ยอมอโหสิกรรมให้ ทุกอย่างจะกลายเป็นอโหสิกรรมทันที  และจะไม่มีเรา ไม่มีเกิดไม่มีทุกข์ใดอีก   วิบากกรรมที่เกิดจากตัวเราไม่มีใครช่วยเราได้เลย และไม่ต้องวิ่งเสาะแสวงหาให้คนอื่นช่วยเหลือ  เพราะบุญกุศลบารมีต้องสร้างและทำเอาเอง   คนอื่นๆเป็นได้แค่คนที่ชี้แนะแนวทางให้เราเท่านั้น

ยังมีเหตุแห่งกรรมที่ตามเรามาตั้งแต่ก่อนที่เราจะเกิดก็คือกรรมที่ติดมาจากพ่อแม่ของเราเองด้วย ถ้าพ่อแม่ทำความดีไว้มากเราเกิดมาก็จะสบายไม่ทุกข์อะไร     แต่ถ้าหากตอนนี้เราทุกข์ยากลำบาก   ไม่สบาย   มีปัญหา   ก็แสดงว่าอกุศล(ไม่ดี) มันส่งผลให้กับเราแล้ว   วิธีแก้ก็คือการสร้างบุญสร้างกุศล   สร้างความดี ให้มากๆ หรือปฏิบัติธรรมให้มาก  เพื่อจะได้ไปกดทับพลังที่ไม่ดี(อกุศล)ไม่ให้มันส่งผลเท่านี้ก็หมดปัญหา   แต่การกระทำตรงนี้เราต้องมีและใช้ความเพียรพยายามและความอดทนมากจึงจะสำเร็จ   ไม่เหมือนกับการทำความไม่ดีหรือทำความชั่วใช้ความเพียรน้อยแต่ส่งผลมากและเร็ว   พอเราทำกรรมไม่ดีวิบากกรรมที่เป็นฝ่ายไม่ดีนี้ส่งผลเมื่อไร   อย่างอื่นที่ไม่ดีก็จะแทรกทันที อย่างเช่น   เจ้ากรรมนายเวรที่รอจังหวะที่จะเล่นงานเราอยู่   พลังลี้ลับที่ไม่ดี คุณไสยมนต์ดำ   ลมเพลมพัดก็จะเข้าแทรกได้ทันที   จิตวิญญาณต่ำก็เข้าแฝง   ที่เขาเรียกว่า  ” ดวงตก “   พอดวงตกผีก็ซ้ำ  วิญญาณก็แทรก ทำให้เกิดอุปสรรคต่างๆ นาๆ คือเกิดทุกข์ทั้งกายทั้งใจ  อย่าวิ่งไปหาและขอความช่วยเหลือจากใครเลย  ให้เราเร่งแก้ไขตัวเราเองโดย เร่งสร้างบุญบารมีให้มากขึ้นอย่างจริงจังก็จะหมดทุกข์หมดโศกได้

ที่กล่าวมาเป็นเรื่องของเหตุที่จะก่อเกิดเป็นกรรม และเกิดวิบากกรรม ในสังคมเราที่เราอยู่เราเห็นกันเห็นคนนี้เป็นโรคนี้บ้าง โรคนู้นบ้าง แม้แต่คนรอบข้างของเราเองก็ตาม  เราเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าสาเหตุมาจากไหน และทำไมถึงเป็นเช่นนั้น  ข้าพเจ้าคิดว่าท่านก็คงเคยคิดแบบนี้เหมือนกัน  นั้นเป็นเพราะกรรมและวิบากกรรมที่ได้กระทำไปนั้นเอง วิธีแก้ไขก็ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น แต่ก็ต้องของกล่าวให้ฟังอีกว่า เราต้องเร่งปฏิบัติธรรมให้มากขึ้น และจริงจังมากเป็นทวีคูณโดยเฉพาะผู้กำลังป่วยไม่ว่าจะป่วยด้วยโรคอะไรก็ตาม ดังนั้นการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง และปฏิบัติเท่าที่กำลังร่างกายจะอำนวยได้นั้นก็ควรเร่งทำก่อน เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรได้อโหสิกรรมบ้าง  เพื่อให้โรคที่เราเป็นอยู่ได้หายไปหรือค่อยๆ ดีขึ้นบ้าง แต่เมื่อใดได้ปฏิบัติถึงที่สุดแล้วก็ยังไม่เกิดผลอะไรนั้นก็หมายถึงเป็นวิบากกรรมที่แก้ไม่ได้ จนกว่าเราจะก้าวขึ้นไปสู่ฌานสมาธิในขั้นอภิญญา เพื่อใช้ต่อรองกับเจ้ากรรมนายเวรต่อไป

คนที่ป่วยด้วยโรคที่เกิดกับร่างกาย สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกรรมที่เกิดจากการกระทำทางกายเป็นส่วนใหญ่ บางคนไปทำร้ายผู้อื่นก็ดี  ทำร้ายสัตว์ก็ดี โดยสรุปก็คือได้ทำผิดศีลข้อ 1 ใน 5ข้อ ทั้งที่ได้ทำให้เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือในอดีตชาติหรือแม้กระทั้งที่ทำผิดทางใจคือการนึกคิดต่างๆ ถ้ากรรมนั้นส่งผลเร็วก็จะเกิดในปัจจุบัน ส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุกับร่างกายหรือถึงกับชีวิตบ้าง หรือพิกลพิการให้ต้องรักษากันเรียกว่าป่วยทางกาย แต่ถ้ากรรมที่เคยทำไว้รุ่นแรงมีความอาฆาตพยาบาท  แต่ถ้าส่งผลในชาติหน้าก็จะเกิดมาโดยมีร่างกายไม่ปกติบ้าง หรือเกิดมาแล้วทำให้ป่วยเป็นโรคร้ายก็มีให้เห็นกัน  สำหรับคนที่มีอาการป่วยทางกายมีอาการที่เกิดจากภายในหรืออาการที่เห็นได้จากภายนอกกายนั้น  เราควรปฏิบัติตนเองเพื่อชดใช้กรรมเท่าที่เราทำได้ เพื่อให้เจ้ากรรมนายเวรได้อโหสิกรรมให้เรา  ก่อนที่เราจะไม่มีเวลาได้แก้ไขอะไรเช่นให้เริ่มทำดังนี้

1. เสนอตัวเองเข้ารับการอบรมปฏิบัติธรรมให้เร็วที่สุด โดยเร่งสร้างบุญสร้างกุศล เพื่อผลของบุญผลของความดีที่ได้ปฏิบัตินั้นจะได้ส่งถึงเจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรมต่อกัน

2. เสนอตัวเองงดเว้นจากการรับประทานเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต(เฉพาะโรค)

3. เสนอตัวเองโดยการถือศีล8 ให้ได้ทุกวัน หรือแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ได้จนกว่าจะถือให้ได้ทุกวัน(เฉพาะโรค)

4. เสนอตัวเองปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิอย่างสม่ำเสมอ(ให้สัจจะ)

สุดท้ายคอยหมั่นตรวจสอบตนเองจากการปฏิบัติด้วยว่าจิตใจของเรานิ่งสงบ และยอมรับในกรรมนั้นมากน้อยเพียงไรหรือแม้กระทั้งยอมตายเพื่อชดใช้กรรมนั้นได้หรือไม่  แต่ถ้ายอมตายได้ก็เท่ากับเราทำใจรับผลของกรรมที่เกิดขึ้นได้  จากนี้ไปก็ให้หมั่นเจริญสมาธิอย่างจริงจัง เพื่อผลบุญที่เกิดขึ้นใหม่นั้นจะได้นำไปเสริมเติมในส่วนที่ขาดหายไปให้เรามีลมหายใจหล่อเลี้ยงชีวิตและได้ทำบุญสร้างบารมีให้ตัวเองต่อไปตราบเท่าชีวิตนี้จะสิ้นสุดลง

สรุป เหตุที่มาแห่งกรรมที่เกิดขึ้นทั้งสามด้าน(ทางกาย, ทางวาจา และทางใจ)มีความสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องระลึกเสมอว่า อย่าทำให้มีหรือเกิดขึ้นอีกอย่างเด็ดขาด เราต้องหมั่นคอยตรวจเช็คตัวเองเสมอ  โดยเฉพาะด้านทางใจนี้สำคัญที่สุด เพราะถ้ามีหรือเกิดขึ้นมันจะก่อเกิดเป็นวิบากกรรมและจะติดตามไปทุกภพทุกชาติได้ ซึ่งทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดเช่นนี้ตลอดไปได้ และขอบุญที่เกิดขึ้นจากข้อเขียนแนะนำการปฏิบัติธรรมครั้งนี้ จงส่งถึง บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ญาติ-มิตร  ผู้มีพระคุณทุกท่าน  ตลอดจนสัมมาอาชีพ   เทวดา  เจ้าที่  สัมภเวสี  ให้ได้บุญในครั้งนี้ด้วยเทอญ…

**เผยแพร่เมื่อ  10 มี.ค. 2554**

Tags:

Category: ธรรมะ

Comments are closed.

Website counter